ขั้นตอนการปลูกและการบำรุง ให้มันสำปะหลังหัวใหญ่ น้ำหนักดี

มันสำปะหลัง จัดอยู่ในพืชที่ต้องการน้ำน้อย แต่การเจริญเติบโต และปริมาณผลผลิต ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนด้วยเช่นกัน การปลูกมันสำปะหลังโดยอาศัยน้ำฝน แนะนำให้เกษตกรปลูกในระยะเวลาที่เหมาะสม ในเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน และช่วงเดือน ตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรสามารถปลูกและให้ผลผลิตสูง

หลังจากเตรียมท่อนพันธุ์ แนะนำควรปักท่อนพันธุ์ให้ตั้งตรงลึกในดินประมาณ 1 ใน 3 ของความยาวท่อนพันธุ์ ควรมีตาให้งอก 4 – 5 ตาขึ้นไป ปลูกเป็นแถวแนวตรง เพื่อสะดวกในการบำรุงรักษาและกำจัดวัชพืช โดยใช้ระยะระหว่างแถว 1.20 เมตร ระยะระหว่างต้น 80 ซม. ควรระวังอย่าปักส่วนยอดลงดินเพราะตาจะไม่งอก การปักตรง 90 องศา หรือปักเฉียง 45 องศากับพื้นดินให้ผลผลิตไม่แตกต่างกัน แต่สะดวกต่อการกำจัดวัชพืช ง่ายต่อการเก็บเกี่ยวและให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกฝัง 10-15 เปอร์เซ็นต์มันสำปะหลังต้องการธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัว สร้างแป้ง หากเลือกใช้ปุ๋ยเคมีถูกสูตรและอัตราส่วนที่เหมาะสมในการเพาะปลูก ก็จะช่วยให้ต้นมันสำปะหลังเติบโตสมบูรณ์

วิธีการปลูกมันสำปะหลังเพื่อผลผลิตที่ดี

ในการปลูกพืชแต่ละชนิดจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมหรืออาจจะพูดได้ว่าการเลือกชนิดพืชมาปลูกต้องคำนึงถึงสภาพดินก่อน แล้วจึงเลือกชนิดของพืชที่เหมาะสมกับดินมาปลูกจะช่วยให้มีโอกาสที่จะได้ผลผลิตที่ดีมากขึ้นนั่นเอง

การเตรียมดิน

วิธีการปลูกมันสำปะหลังขั้นพื้นฐานสำหรับเกษตรกรเพื่อผลผลิตที่ดีควรเริ่มจากการเตรียมดิน ซึ่งควรจะเป็นดินประเภทดินร่วนปนทรายที่สามารถระบายน้ำได้ดี หลีกเลี่ยงการปลูกในพพื้นที่ที่มีน้ำขังเพราะจะทำให้หัวมันเน่าได้ง่าย การปลูกมันสำปะหลังในดินที่เนื้อไม่แน่นและแข็งจนเกินไปจะช่วยให้สามารถเจริญเติบโตได้ดี มีขนาดใหญ่ได้น้ำหนักดี และสามารถเก็บเกี่ยวได้ง่าย ซึ่งอันที่จริงแล้วมันสำปะหลังสามารถปลูกได้ในดินเกือบทุกสภาพแต่การปลูกในดินร่วนปนทรายจะทำให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพมากกว่าดินประเภทอื่นนั่นเอง มันสำปะหลังยังสามารถทนได้แม้ว่าดินจะมีค่าความเป็นกรดสูงแต่ไม่ชอบดินที่มีสภาพเป็นด่าง ก่อนปลูกจะต้องมีการไถดินให้ดินมีเนื้อร่วนเสียก่อน จากนั้นไถยกร่องสูงเป็นแถวยาวเพื่อเตรียมปลูกในขั้นตอนต่อไป

การปลูกลงดิน

การเลือกพันธุ์สำปะหลังมาปลูกนั้นเกษตรกรควรเลือกลำต้นที่มีอายุ 8 เดือนขึ้นไป จากนั้นนำมาตัดเป็นท่อนๆประมาณ 20 เซนติเมตร นำมาปักลงดินให้เฉียง 45 องศา โดยให้ปักลงดิน 2/3 ส่วน อีก 1 ส่วนปล่อยให้โผล่พ้นดินเพื่อการเจริญเติบโตต่อไป ควรเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 80 x 100 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย

วิธีการปลูกมันสำปะหลังยังมีอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญมากนั่นก็คือ การใส่ปุ๋ย โดยเกษตรกรควรเลือกปุ๋ยเคมีสูตร 15-7-18 หรือ 15-15-15 ในอัตราส่วน 50 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการใส่ปุ๋ยบำรุงจะใส่เพียงครั้งเดียวคือ เมื่ออายุครบ 1 เดือน และควรใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินที่ความชุ่มชื้นเพื่อให้ปุ๋ยสามารถละลายซึมลงดินได้ เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วอย่าลืมกลบดินอีกหนึ่งรอบด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียปุ๋ยไปโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งอาจทำให้ต้องสูญเสียปุ๋ยไปมากถึง 50 % เลยทีเดียวค่ะ

เมื่อรู้วิธีการปลูกมันสำปะหลังไปแล้วเรามาดูช่วงเวลาที่เหมาะกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตกันบ้าง โดยชาวเกษตรกรควรเก็บเกี่ยวในช่วง 10-12 เดือน เพราะจะได้ผลผลิตที่สมบูรณ์ดีที่สุด แต่ทั้งนี้อาจจะเก็บเกี่ยวในช่วงที่ครบ 8 เดือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับราคาขึ้น-ลงของตลาดในช่วงนั้นๆ และเมื่อเก็บเกี่ยวแล้วควรส่งขายภายใน 3 วัน เพราะหากเก็บเอาไว้นานกว่านั้นหัวมันจะเริ่มเน่าเสียหายไม่ได้ราคานั่นเอง

การบำรุงและรักษามันสำปะหลัง

การดูแลมันสำปะหลังเพื่อให้ผลผลิตที่ดีตามที่ต้องการ ปลอดจากโรคและแมลงรบกวน เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงเพาะปลูก ทุก 5 – 7 วัน หากพบการระบาดของโรคหรือแมลง จะต้องเพิ่มระยะการตรวจสอบแปลงเพาะปลูกให้ถี่ขึ้นทุก 3 วัน ภายในช่วง 3 เดือนแรกหลังการปลูกถือว่าเป็นช่วงสำคัญของมันสำปะหลัง ต้องคอยดูแลแปลงปลูกให้ปลอดวัชพืช ได้แก่ หญ้าตีนติด หญ้าปากควาย หญ้าตีนนก หญ้าขจรจบ บานไม่รู้โรยป่า ผักยาง สาบแร้งสาบกา ฯลฯ หากปล่อยให้วัชพืชเติบโตแย่งอาหารกับต้นมันสำปะหลัง จะส่งผลกระทบทำให้มันสำปะหลังมีลำต้นแคระแกร็น มีผลผลิตลดลง 20 – 30%

เกษตรกรควรดูแลป้องกันกำจัดวัชพืชอย่างเหมาะสม หลังปักท่อนพันธุ์ควรฉีดยาคุมฆ่าหญ้า วิธีนี้สามารถคุมวัชพืชได้นาน 1 เดือน แปลงปลูกมันสำปะหลังอายุ 2 – 5 เดือน นิยมใช้แรงคนทํารุ่นโดยไถระหว่างแถวด้วยรถไถเดินตาม หรือทำการถากหญ้า หรือฉีดยาฆ่าหญ้า ทําซ้ำ 2 – 3 ครั้ง จนกระทั่งต้นมันสําปะหลังอายุ 5 เดือน เจริญเติบโต สร้างพุ่มใบคลุมพื้นที่ระหว่างร่องเพาะปลูกทั้งหมด ซึ่งจะทำให้วัชพืชไม่ขึ้นมารบกวน

โรคและแมลงที่สำคัญในมันสำปะหลัง

เพลี้ยแป้ง เป็นหนึ่งในแมลงศัตรูพืช ที่มักเข้ามารบกวนในแปลงปลูกมันสำปะหลังในช่วงฤดูแล้ง สามารถดูแลป้องกันการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งได้ โดยการตากดิน 2 สัปดาห์ก่อนการปลูก นอกจากนี้ ก่อนปลูกควรนำท่อนพันธุ์ไปแช่ในสารเคมีกำจัดแมลงที่แนะนำไว้ข้างต้น และควรหลีกเลี่ยงการปลูกมันสำปะหลังในช่วงฤดูแล้ง หลังจากสารเคมีกำจัดแมลงหมดฤทธิ์ในระยะเวลา 1 เดือน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกทุก 7 วัน หากเจอเพลี้ยแป้งจะต้องรีบกำจัดทันที

โรคใบด่างในมันสำปะหลัง

พบได้ค่อนข้างมากในมันสำปะหลัง มีการแพร่ระบาดจาก 2 แหล่งสำคัญ คือ มาจากท่อนพันธุ์ และแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรคเข้าแปลง หากเกิดจากท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เป็นโรค เกษตรกรสามารถสังเกตได้ภายหลังปลูกไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ สังเกตได้จากใบชุดแรกของต้นมันสำปะหลังที่ผลิใบออกมาจะมีสีเหลืองซีด มีอาการบิดเสียรูปทรงหรือหงิก หากเกษตรกรไม่มีการป้องกันกำจัดให้ถูกวิธีอาจจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 80 – 100% ของพื้นที่ปลูก ดังนั้นเกษตรกรควรหมั่นตรวจสอบแปลงปลูกแบบต่อเนื่อง หากพบเจอต้องทำลายทันที เพื่อป้องกันความเสียหายในวงกว้าง

การให้น้ำที่เหมาะสม

มันสำปะหลังต้องการน้ำมากที่สุดในช่วง 6 – 10 เดือน ใช้น้ำน้อยที่สุด 1 – 5 เดือน แต่ถ้าขาดน้ำโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งอาจทำให้ผลผลิตลดลงถึง 60% ด้วยเหตุนี้เอง น้ำ จึงเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต ดังนั้นเกษตรกรบางรายจึงตัดสินใจลงทุนทำระบบน้ำหยดเพื่อให้แปลงเพาะปลูกมันสำปะหลังได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอในช่วงฤดูแล้ง ต้นมันสำปะหลังสามารถเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้มีผลผลิตเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน เมื่อมันสำปะหลังได้รับน้ำตามระบบจะมีผลผลิตเพิ่มขึ้น 30 – 50% เพราะน้ำ คือปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวช่วย ละลายธาตุอาหารจากดินสู่ลำต้นและใบ หากขาดน้ำ ลำต้นจะแคระแกร็นไม่มีแป้งไปสะสมในหัวมันสำปะหลัง